- SketchUp Pro ลดเหลือ 12,239.-
- SketchUp Pro Scan ลดเหลือ 14,879.-
- SketchUp Pro Advanced Workflow ลดเหลือ 16,579.-
- SketchUp Studio ลดเหลือ 24,399.-
หมายเหตุ:
-ราคานี้ยังไม่รวม vat 7%
-เฉพาะ New License
-ไม่รวมลูกค้า LC
หมายเหตุ:
-ราคานี้ยังไม่รวม vat 7%
-เฉพาะ New License
-ไม่รวมลูกค้า LC
โปรโมชั่นสำหรับลูกค้า SketchUp Pro และ SketchUp Studio ลดราคาแบบแพคคู่สุดคุ้ม
เงื่อนไข:
*ราคาที่ขึ้นบนหน้าเว็บยังไม่รวม vat
*เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
ปีแห่งการอัพสกิลของชาว Design & Tech ![]()
มาย้อนดูกันว่ามีนวัตกรรมอะไรที่เปลี่ยนการทำงานของพวกเราในปี 2025 กันค่ะ
Autodesk เน้นหนักในเรื่อง Autodesk AI และการเชื่อมต่อข้อมูลบน Cloud ผ่าน Forma ทำให้งานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมไม่ใช่เป็นแค่การเขียนแบบ แต่เป็นการบริหารจัดการข้อมูล (Data-driven Design)
Adobe เปรียบเสมือน AI Powerhouse โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Adobe นำ Generative AI เข้าไปใช้ทั้ง Photoshop (Generative Fill) และ Illustrator (Text to Vector) ซึ่งช่วยให้นักออกแบบหันมาใช้ AI ได้อย่างสบายใจมากขึ้น
SketchUp ได้อัพเกรด Engine ใหม่ในเวอร์ชั่น 2024 ที่ลื่นไหลกว่าเดิม พร้อมกับฟีเจอร์ Diffusion (AI) ที่ช่วยเปลี่ยนโมเดลหยาบ ๆ ให้ออกมาเป็นภาพที่สวยได้ในพริบตา
Chaos & D5 Render เน้นงาน Visual แบบ Real-time
Foxit ได้นำ AI Assistant มาช่วยจัดการเอกสารได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยสรุปเนื้อหาจากเอกสารที่มีข้อมูลหลายหน้า ส่วนระบบ eSignก็ช่วยให้การเซ็นเอกสารจบได้บน Cloud ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนได้อย่างมาก
สรุปแล้วในปี 2025 นั้นภาพรวมของ Software ทุกค่ายล้วนแข่งขันกันที่การประหยัดเวลาในการทำงานและช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี AI มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนั่นเอง
และในปี 2026 นี้ ทิศทางของ Design & Technology จะเป็นไปในทิศทางไหน มารอสรุปจากทีม MTECH กันนะคะ
MTECH ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า Autodesk จะมีการปรับราคาซอฟต์แวร์บางรายการทั่วโลก โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ Autodesk
สรุปการปรับราคา
เหตุผลในการปรับราคา
ทาง Autodesk และ MTECH ขอแนะนำให้ท่านพิจารณาการต่ออายุล่วงหน้า เพื่อรักษาสิทธิ์ในราคาเดิม หากท่านต้องการให้ทีมงาน MTECH ช่วยตรวจสอบ License เพื่อจัดทำใบเสนอราคา หรือต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเราได้ผ่านการกรอกฟอร์มในอีเมลนี้ หรือ Add Line เพื่อสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่
ขอขอบพระคุณที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของ Autodesk และบริการของ MTECH เสมอมา
ขอแสดงความนับถือ
MTECH Thailand
Autodesk Gold Partner Thailand
ส่วนลด 10% ทุก Products ของ SketchUp
โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ – 26 ธันวาคม 2568
โปรโมชั่น Chaos Promotion ลด 10% ตั้งแต่วันนี้ – 26 ธันวาคม 2568
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่
Line Official: @mtechthailand
โปรโมชั่นช่วงสิ้นปี AutoCAD ลดสูงสุด 20%
Product ที่ร่วมรายการ
เงื่อนไขโปรโมชั่น
ติดต่อสั่งซื้อได้ที่
Line Official: @mtechthailand
ยกเลิกการเข้าถึงและทำงานกับ Revit Cloud Models สำหรับเวอร์ชั่น Revit เก่า
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป Autodesk จะใช้นโยบายใหม่เกี่ยวกับการเข้าถึง และทำงานกับ Revit Cloud Models โดยจะเริ่มมีผล 30 วันหลังจากการเปิดตัว Revit 2027
หลังจากนั้น ฟีเจอร์ Revit Cloud Models จะไม่สามารถใช้งานได้บน Revit เวอร์ชั่นที่เก่ากว่า เวอร์ชั่นปัจจุบันย้อนหลัง 5 เวอร์ชัน
เวอร์ชั่นที่ถูกยกเลิกจะไม่รองรับการทำงานร่วมกันบนคลาวด์ หรือการเข้าถึง Cloud Models อีกต่อไป แต่การใช้งาน Revit บนเครื่อง (local) จะไม่ถูกกระทบ
ทำไม Autodesk ถึงเปลี่ยนมาใช้นโยบายนี้??
นโยบายนี้ถูกปรับให้สอดคล้องกับ **Previous Version Policy** ของ Autodesk พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของ Revit Cloud Models ให้ทันสมัยขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพและความเสถียรมากกว่าเดิม
แล้วผู้ใช้งานควรทำอย่างไร?
เพื่อให้ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Cloud Collaboration และเข้าถึง Revit Cloud Models ได้ ลูกค้าสามารถเลือกได้ 2 วิธี ดังนี้
1. อัพเกรด Revit เป็นเวอร์ชันที่ยังรองรับ Revit Cloud Models
ต้องอัพเกรดเป็น Revit เวอร์ชั่นที่สามารถใช้ Revit Cloud Models ได้ ณ วันที่ Revit 2027 เปิดตัว เวอร์ชั่นที่ยังรองรับคือ Revit 2022 ขึ้นไป
2. หากไม่ต้องการอัพเกรด
ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Cloud Models มาเก็บบนเครื่อง แล้วทำงานต่อได้บนเวอร์ชั่นเดิมในโหมด Local (ไม่มีการทำงานร่วมกันบนคลาวด์)
ผลที่จะเกิดขึ้นต่อเวอร์ชัน Revit ในอนาคต
– ทุกครั้งที่มีการออก Revit เวอร์ชั่นใหม่ เวอร์ชั่นที่เก่าที่สุดภายในช่วง “5 เวอร์ชั่นย้อนหลัง” จะถูกตัดการเข้าถึง Revit Cloud Models
ตัวอย่างเช่น: เมื่อ Revit 2028 เปิดตัว
Revit 2022 จะไม่สามารถเข้าถึง Revit Cloud Models ได้อีกต่อไป

เนื่องจากปัญหานี้เกิดขึ้นกับโปรแกรมหลายเวอร์ชันพร้อมกัน วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดมักจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขที่ระดับระบบปฏิบัติการ:
ในกรณีที่การอัปเดตล่าสุดของ Windows 11 เป็นสาเหตุของความไม่เข้ากันนี้โดยตรง การย้อนกลับ (Restore) ไปยังสถานะก่อนการอัปเดตคือทางออกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด (ตามที่ท่านผู้ใช้งานได้ทดลองและยืนยันแล้ว)
[Note]: หากเกิน 10 วันหลังการอัปเดต หรือไม่มีตัวเลือกการถอนการติดตั้ง อาจต้องใช้วิธี System Restore Point หรือการใช้ Recovery Image แทน
ลูกค้า MTECH สามารถติดต่อฝ่ายขาย เพื่อ Remote แก้ไขปัญหาโดยทีมงาน Support

ปัญหาที่พบ: เมื่อพยายามติดตั้งโปรแกรม Revit เวอร์ชัน 2023 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า การติดตั้งหยุดชะงักและล้มเหลว โดยแสดงข้อความแจ้งเตือนดังนี้:
“Could not access network location Revit [Release Version].”
สาเหตุ: ปัญหานี้มักเกิดจากการที่มี ไฟล์ตกค้าง (Remnant files) จากการติดตั้งครั้งก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่ในระบบ Windows ทำให้ตัวติดตั้งเกิดความสับสน
ขอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนทีละวิธี และลองติดตั้งโปรแกรมใหม่ดูว่าผ่านหรือไม่ ก่อนที่จะข้ามไปทำวิธีถัดไป
นี่เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด คือการลบไฟล์ขยะที่เกี่ยวข้องกับ Revit ออกให้หมด
หากคุณกำลังเจอปัญหานี้กับ Revit 2023 ให้ใช้วิธีนี้ (ห้ามใช้กับเวอร์ชันอื่น)
ขั้นตอน:
หากทำตาม 2 วิธีแรกแล้วยังไม่ได้ผล ให้ใช้วิธีนี้
⚠️ คำเตือน: การแก้ไข Windows Registry มีความเสี่ยง หากทำผิดพลาดอาจทำให้ระบบ Windows เสียหายได้ กรุณาสำรองข้อมูล Registry (Backup) ก่อนเริ่มดำเนินการเสมอ
ขั้นตอน:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Autodesk\UPIสรุปสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนแก้ไข: