ChatGPT Image Jul 23, 2026, 12_18_07 PM

วิธีเลือกคอมพิวเตอร์สำหรับ REVIT

เครื่องมือสำหรับช่วยเรื่อง Hardware Revit >>

จาก RFO Benchmark สู่ข้อมูลเลือก Hardware สำหรับ Revit
RFO Benchmark · Revit 2024–2026

แรงเพราะอะไร
ไม่ใช่แค่ แรงแค่ไหน

สเปกบนกระดาษไม่ได้บอกความเร็วจริงใน Revit เรานำ RFO Benchmark จากผู้ใช้งานจริง 55 เครื่อง มาแยกว่า Hardware ส่วนไหนมีผลต่องาน Modeling — และมั่นใจได้แค่ไหน

75
Benchmark ไม่ซ้ำ
55
เครื่องจริงที่วิเคราะห์
3
Revit Version
8
Hardware Factor
01 · ที่มาของข้อมูล

จาก Benchmark บน Forum สู่ Dataset

CPU ที่ GHz สูงกว่า หรือมี Core เยอะกว่า ไม่ได้แปลว่าจะทำงาน Revit ได้เร็วกว่าเสมอไป

ปกติถ้าอยากรู้ว่า CPU แรงแค่ไหน เราไปดู CPU Benchmark ทั่วไป แต่คะแนนเหล่านั้นอาจไม่สะท้อนการทำงานใน Revit โดยตรง เราจึงมองหา Benchmark ที่ทดสอบด้วย Revit จริง และไปเจอกับ RFO Benchmark บน Revit Forum — พื้นที่ที่ผู้ใช้นำเครื่องของตัวเองมาทดสอบ แล้วแชร์ผลพร้อมสเปก Hardware และเวลาที่ใช้ในแต่ละงาน

ตัวอย่างข้อมูลที่ผู้ใช้แชร์บน RFO

RVT 2025 — Full_Standard set RFO Benchmark v3.4Model Creation 74.03 seconds — TOTAL Graphics — Standard View 19.98 seconds — TOTAL Render 33.05 secondsCPU: Intel Core i9-12950HX RAM: 64GB DDR5-4800 GPU: NVIDIA RTX A3000 12GB Laptop GPU Storage: Samsung NVMe SSD

ในโพสต์จริงมีรายละเอียดมากกว่านี้ ทั้งเวลาของแต่ละงาน สเปกเครื่อง และ Raw Data จากการทดสอบ 3 รอบ เช่น

4.059 4.023 3.969 opening and loading the custom template 9.695 9.332 9.707 creating the floors levels and grids 13.430 13.348 13.555 creating a group of walls and doors

ตัวเลขแต่ละแถวคือเวลาจากการทดสอบ 3 รอบ หน่วยเป็นวินาที — ยิ่งใช้เวลาน้อยยิ่งเร็ว

RFO ทดสอบอะไรบ้าง

ประเภทงานRevit ทำอะไรระหว่างทดสอบHardware ที่เกี่ยวข้อง
Model Creationเปิด Template สร้าง Level, Grid, Wall, Door, Curtain Wall, Section และ View TemplateCPU ต่อคอร์, Architecture, Cache และ RAM
Graphicsเปลี่ยน View Style, Refresh View และหมุนโมเดลCPU, RAM, GPU, Driver และความละเอียดหน้าจอ
RenderRender ฉากทดสอบCPU หลายคอร์, Power และ Cooling
ExportExport PNG, DWF, DWG, PDF และ IFC ตาม VersionCPU, RAM, Storage และตัว Export ของ Revit
Updateเปิดและอัปเดตไฟล์จาก Revit Version ก่อนหน้าCPU, Storage และการแปลงไฟล์

Model Creation รวมงานย่อย 9 งาน แต่ละงานทดสอบ 3 รอบ รวมเป็น 27 ค่าเวลา ก่อนคำนวณเป็นเวลารวมของงาน Modeling

02 · การกลั่นกรองข้อมูล

156 แถวดิบ สู่ 75 Benchmark จริง

เก็บข้อมูล RFO ของ Revit 2024, 2025 และ 2026 ได้ทั้งหมด 156 แถว แต่ใน Forum มีทั้งโพสต์ซ้ำ การ Quote ผลเดิม และการนำผลเดิมมาโพสต์อีกครั้ง หลังตรวจและตัดข้อมูลซ้ำ เหลือ Benchmark จริง 75 รายการ

Revit VersionBenchmark ไม่ซ้ำเครื่องจริงที่ใช้วิเคราะห์
Revit 202432 รายการ23 เครื่อง
Revit 202538 รายการ27 เครื่อง
Revit 20265 รายการ5 เครื่อง
รวม75 รายการ55 เครื่อง

จากนั้นแยกข้อมูลออกเป็นตาราง: คะแนน Model Creation / Graphics / Render / Export, Raw Data จากการทดสอบทั้ง 3 รอบ, CPU / RAM / GPU / Storage, Revit Version และ RFO Benchmark Build รวมถึง CPU Architecture, P-Core, E-Core, Cache, Memory Support และ Power Limit

03 · Factor Ranking

ตารางลำดับปัจจัยสำหรับงาน Revit Modeling

“ถ้าทำงานสร้างและแก้ไขโมเดลเป็นหลัก ควรดู Hardware ส่วนไหนก่อน” — เป็นลำดับความสำคัญเชิงวิศวกรรม ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ความเร็วแบบตายตัว และต้องแยกวิเคราะห์ตาม Revit Version

Revit 2024 — หลักฐานชัดที่สุด

ใช้ Full Standard จากเครื่องจริง 23 เครื่อง ครอบคลุมประมาณ 15 CPU Models

#Factorผลต่อ Model Creationสิ่งที่ข้อมูลบอก
1CPU Architecture / IPCสูงมากCPU รุ่นใหม่และ Architecture ที่มีประสิทธิภาพต่อคอร์สูงทำเวลาได้ดีกว่า แต่ Dataset ยังไม่มีค่า IPC ที่วัดตรง
2Per-Core Performance / BoostสูงมากOfficial Max Boost สัมพันธ์กับเวลา Model Creation สูงถึง ρ = −0.87 แต่ยังเป็นค่าสเปก ไม่ใช่ Clock ที่วัดระหว่างใช้งานจริง
3Cache HierarchyปานกลางL2 มีสัญญาณในข้อมูลดิบ แต่มีข้อมูลครบเพียง 8 CPU Models และสัญญาณลดลงเมื่อควบคุม Generation กับ Boost
4RAM Latency / Memory Subsystemปานกลาง แต่แยกผลไม่ชัดRAM Speed สัมพันธ์ในข้อมูลดิบ แต่ลดเหลือ Partial ρ = −0.30 หลังควบคุมตัวแปร CPU
5Cooling และ Powerตัวสนับสนุนสำคัญมีผลต่อการรักษา Boost โดยเฉพาะ Laptop แต่ RFO ไม่มี Temperature, Package Power และ Effective Clock
6RAM Capacityเงื่อนไขว่าพอหรือไม่พอเมื่อ RAM เพียงพอ การเพิ่มจาก 32GB เป็น 64GB ไม่ได้ทำให้การคำนวณเร็วขึ้นโดยตรง
7Core Count / Topologyต่ำ–ปานกลางหลังควบคุมปัจจัย CPU อื่น จำนวน Core เหลือ Partial ρ = −0.22 ยังไม่มีนัยสำคัญชัดเจน
8GPU และ Storageต่ำโดยตรงใน Model CreationGPU สำคัญกับ Graphics ส่วน Storage น่าจะสำคัญกับ Open, Save และ Export มากกว่า
สรุป Revit 2024

สำหรับงาน Modeling ควรให้ความสำคัญกับ CPU Architecture, ประสิทธิภาพต่อคอร์ และการรักษา Boost มากกว่าดูจำนวน Core อย่างเดียว

Revit 2025 — เห็นแนวโน้ม แต่ข้อมูล CPU ยังไม่ครบ

ใช้ Full Standard จากเครื่องจริง 27 เครื่อง มี 17 CPU Models ที่ใช้วิเคราะห์ตัวแปรจากสเปกที่ RFO รายงานได้

#Factorผลที่พบระดับความมั่นใจ
1CPU Generation / ArchitectureCPU รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ทำเวลาได้ดีกว่ารุ่นเก่า แต่ยังแยก IPC จาก Boost และ Platform ไม่ได้ปานกลาง
2Per-Core Performance / Boostยังเป็นคำอธิบายหลักของงาน Modeling แต่ Metadata ของ CPU บางรุ่นยังไม่ครบต่ำ–ปานกลาง
3Physical Core / Topologyสัมพันธ์ระดับปานกลาง ρ = −0.49, p = .048 แต่ปะปนกับ Generation และระดับของเครื่องต่ำ–ปานกลาง
4RAM Capacityสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ ρ = −0.22, p = .397ต่ำ
5RAM Bus Speedยังไม่พบผลที่ชัดเจน ρ = −0.20, p = .485ต่ำ
สรุป Revit 2025

CPU ยังเป็นตัวแยก Performance หลัก แต่ข้อมูลชุดนี้ยังไม่สนับสนุนว่า RAM Bus สูงหรือจำนวน Core มากจะทำให้ Model Creation เร็วขึ้นโดยตรง

Revit 2026 — ใช้เป็นแนวโน้มเบื้องต้น

มีเพียง 5 เครื่องและ 4 CPU Models จึงยังไม่เพียงพอสำหรับสร้าง Factor Ranking ทางสถิติที่น่าเชื่อถือ

Factorสิ่งที่เห็นในข้อมูลข้อจำกัด
CPU Architecture / Generationกลุ่ม Arrow Lake ทำเวลา Model Creation ได้ดีกว่า Raptor Lake ในตัวอย่างนี้มีเพียง 4 CPU Models และเป็นทั้ง Desktop กับ Laptop
Per-Core Performanceยังดูเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับ Modelingไม่มี Effective Clock หรือ Power ระหว่างทดสอบ
Core Countตัวอย่างอยู่ในช่วงประมาณ 20–24 Core จึงแยกผลไม่ได้ช่วงข้อมูลแคบเกินไป
RAM Speed / Capacityมีตั้งแต่ DDR5-4800 ถึง DDR5-6400 แต่เปลี่ยนพร้อมกับ CPU และ Platformไม่ใช่การทดสอบเปลี่ยน RAM เพียงอย่างเดียว
Cache / Cooling / Powerมีเหตุผลทางวิศวกรรมว่าน่าจะส่งผลจำนวนตัวอย่างไม่พอสำหรับคำนวณ Factor
สรุป Revit 2026

ใช้ดูแนวโน้มได้ แต่ยังไม่ควรนำไปอ้างเป็นเปอร์เซ็นต์ผลของ Hardware แต่ละส่วน จนกว่าจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้น

04 · วิธีวิเคราะห์

เราเปลี่ยนข้อมูลเป็น Factor ได้อย่างไร

เราไม่ได้เอา GHz, จำนวน Core และ RAM Bus มาบวกกันเป็นคะแนนทันที เพราะแต่ละตัวใช้หน่วยต่างกันและสัมพันธ์กันเองอยู่แล้ว เครื่องที่ใช้ RAM เร็วมักใช้ CPU รุ่นใหม่ด้วย — ถ้าดู RAM อย่างเดียว อาจเข้าใจผิดว่าความเร็วทั้งหมดมาจาก RAM ทั้งที่จริงมาจาก CPU Architecture

01

แยก Revit Version และประเภทงาน

ไม่รวม Revit 2024, 2025 และ 2026 เป็นคะแนนเดียว เพราะ Benchmark Build และขั้นตอนทดสอบบางส่วนแตกต่างกัน Model Creation, Graphics, Render และ Export วิเคราะห์แยกกัน เพราะแต่ละงานใช้ Hardware ไม่เหมือนกัน

02

ทำให้คะแนน Benchmark เปรียบเทียบกันได้

Model Creation ใช้เวลาเป็นวินาทีและยิ่งต่ำยิ่งดี รวมเวลางานย่อยในแต่ละรอบ แล้วหาค่าเฉลี่ยจาก 3 รอบ ถ้า CPU รุ่นเดียวกันมีหลายเครื่อง ใช้ค่ามัธยฐานเพื่อลดผลจากเครื่องที่เร็วหรือช้าผิดปกติ

03

แยกข้อมูล CPU และ RAM เป็นคนละ Factor

CPU: Architecture, IPC / Single-Thread, P-Core / E-Core, Thread Count, Sustained Boost, L2/L3 Cache, Power Limit, Desktop / Laptop / Workstation

RAM: ความจุ, DDR Generation, Speed / MT/s, จำนวน DIMM, Memory Channel, CAS Latency (หากมีข้อมูล)

RFO มีข้อมูล RAM Capacity และ Speed แต่ไม่มีค่า CL, Gear Mode และ Measured Latency ครบทุกเครื่อง จึงยังคำนวณผลของ RAM Latency ตรง ๆ ไม่ได้

04

ควบคุมตัวแปรที่ซ้อนกัน

เริ่มจาก Spearman Correlation เพื่อดูทิศทางความสัมพันธ์ จากนั้นใช้ Partial Correlation หรือ Multiple Regression เพื่อถามต่อว่า “ถ้าควบคุม CPU Generation, Boost และ Architecture แล้ว RAM ยังมีผลเหลืออยู่มากแค่ไหน” — นี่คือเหตุผลที่ RAM Speed ใน Revit 2024 ดูสัมพันธ์สูงตอนแรก แต่ลดลงมากหลังควบคุมตัวแปร CPU

05

ใช้การเปรียบเทียบ CPU รุ่นเดียวกัน

เพื่อแยกผลของ RAM เรามองหา CPU รุ่นเดียวกันที่ใช้ RAM ต่างกันก่อน เพื่อลดผลจาก Architecture และจำนวน Core แต่เครื่องใน RFO ยังต่างกันทั้ง Mainboard, Cooling, BIOS, GPU และ Storage — ใช้เป็นแนวโน้มได้ แต่ยังไม่ใช่ Controlled Test ที่ยืนยันสาเหตุโดยตรง

06

แยก “ความสำคัญ” ออกจาก “ความมั่นใจ”

Factor แต่ละตัวมีคะแนนสองด้าน: Importance — ปัจจัยนี้สัมพันธ์กับ Performance มากแค่ไหน และ Confidence — เรามีข้อมูลเพียงพอและแยกผลจากตัวแปรอื่นได้ดีแค่ไหน

Importance × Confidence — Revit 2024

Architecture อาจมี Importance สูง แต่ Confidence ยังไม่เต็ม เพราะ Dataset ไม่มีค่า IPC ที่วัดตรง ส่วน RAM Speed มีตัวเลข แต่ Confidence ต่อเหตุและผลยังต่ำ เพราะเปลี่ยนพร้อมกับ CPU และ Platform — ตำแหน่งเป็นการประเมินเชิงคุณภาพจากตาราง Factor Ranking ไม่ใช่ค่าสถิติแม่นยำ

ตำแหน่งปัจจัย Hardware ตาม Importance และ Confidence
Revit 2024 · Model Creation · N = 23 เครื่อง
Importance — ผลต่อ Model Creation → Confidence — ความมั่นใจในข้อมูล → CPU Architecture / IPC Per-Core / Boost Cache Hierarchy RAM Latency Cooling / Power RAM Capacity Core Count / Topology GPU / Storage
Importance สูงมาก Importance ปานกลาง Importance ต่ำ
05 · Performance Score

ถ้าต้องการแปลง Performance เป็นคะแนนอ่านง่าย

กำหนดให้เครื่องที่เร็วที่สุดในแต่ละ Revit Version และ Workload มีคะแนน 100

Performance Score = 100 × เวลาเครื่องที่เร็วที่สุด ÷ เวลาเครื่องที่ต้องการเปรียบเทียบ

ตัวอย่าง: เครื่องที่เร็วที่สุดใช้เวลา 55 วินาที อีกเครื่องใช้เวลา 70 วินาที

100 × 55 ÷ 70 = 78.6 คะแนน

คะแนนนี้บอกว่าเครื่องทำงานได้เร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับกลุ่มข้อมูลเดียวกัน แต่ไม่ได้บอกว่า CPU, RAM หรือ Hardware ส่วนใดเป็นสาเหตุกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วน Factor Score ต้องมาจาก Statistical Model ที่ควบคุมตัวแปรร่วมและผ่าน Cross-validation แล้ว จึงค่อย Normalize ค่า Importance ให้รวมกันเป็น 100%

06 · สรุป

แรงเพราะอะไร แรงกับงานแบบไหน

สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่เอา CPU มาเรียงว่าใครเร็วที่สุด แต่เป็นการเปลี่ยน Benchmark จากผู้ใช้งาน Revit จริงให้กลายเป็นข้อมูลที่ตอบได้ว่า

  • Hardware ส่วนไหนสัมพันธ์กับงาน Revit แต่ละประเภท
  • CPU รุ่นหนึ่งเร็วกว่าอีกรุ่นเพราะอะไร
  • RAM, GPU และ Storage มีผลกับงานประเภทไหน
  • Factor ไหนมีหลักฐานรองรับมาก และ Factor ไหนยังต้องเก็บข้อมูลเพิ่ม

สุดท้ายเราจะไม่ได้คำตอบแค่ว่า “เครื่องไหนแรงกว่า” แต่จะได้คำตอบว่า “แรงเพราะอะไร และแรงกับงาน Revit แบบไหน” เพื่อเลือก Hardware ได้ตรงงานและคุ้มค่ามากขึ้น

RFO BENCHMARK DATASET ANALYSIS REVIT 2024 / 2025 / 2026 · N = 75

อัพเดตเทรนด์ Autodesk 2026 ให้แก่ DWP Cityspace Ltd. ให้บริการซัพพอร์ตที่ช่วยให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 ทีม Support MTECH ได้เข้าพบทีมออกแบบที่ DWP Cityspace Ltd. เพื่ออัพเดตโซลูชันล่าสุดที่จะช่วยให้การทำงานในโปรเจกต์ปีนี้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ทีม Support MTECH นำไปแชร์ให้เพื่อนร่วมวงการ ปีนี้ Autodesk มาแรงด้วย Autodesk AI และ Forma ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดงาน Conceptual รวมถึงการอัพเกรดครั้งใหญ่ของ Revit 2026 และ AutoCAD 2026 นอกจากนี้ยังแชร์ถึงเรื่องการจัดการข้อมูลในระยะยาวด้วย Tandem และระบบ Platform ที่เชื่อมต่อกันทั้งระบบ

ทำไมใครๆ ก็เลือกให้ทีม MTECH ดูแล? จุดเด่นของทีม support เรานั้น ถนัดมากเรื่องการทำ Workshop และ Demo แบบเจาะลึก ไม่เน้นแค่การบรรยาย แต่เน้นให้ทีมงานของลูกค้าใช้งานโปรแกรมได้จริง อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสอบถามข้อสงสัยในหน้างานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าจะถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

สนใจนัดคิว Workshop หรือ Demo ติดต่อ Support

Line Official MTECH : @mtechthailand

โทร: 02-652-8883

Autodesk-Flash-Sale-16-20-March-2 (1)

Autodesk Flash Promotion ส่วนลด 20%

Autodesk ให้ส่วนลด 20% จากราคาปกติ (New License แบบ 1 ปีเท่านั้น)

  • Product ที่เข้าร่วมรายการ : AutoCAD IST, AutoCAD LT, Revit LT Suite, Maya, 3ds Max และ Flow Studio
  • Start Date ล่วงหน้าได้ 7 วัน
  • สูงสุด 20 seat / user
  • ไม่สามารถใช้โปรโมชั่นนี้ on top ร่วมกับ Promotion อื่นได้
  • ไม่สามารถ switch renew to new ได้หากมี renewal +-90 วัน

แจ้งปรับราคาโปรแกรม Autodesk ในปี 2026

MTECH ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า Autodesk จะมีการปรับราคาซอฟต์แวร์บางรายการทั่วโลก โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ Autodesk 

สรุปการปรับราคา 

  • ปรับราคาขึ้นประมาณ 10% จากราคาปัจจุบัน
  • การต่ออายุหรือสั่งซื้อด้วยราคาใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • กรณีที่ลูกค้าดำเนินการต่ออายุการใช้งานภายในวันที่ 6 มกราคม 2569 จะยังคงได้รับราคาเดิมก่อนมีการปรับขึ้น
  • สำหรับส่วนลดการต่ออายุจะถูกยกเลิก (ยกเว้น AutoCAD และ AutoCAD LT จะยังคงมีส่วนลด 5% สำหรับการต่ออายุแบบ 3 ปี)
  • ซอฟต์แวร์บางรายการ อาจมีการปรับราคามากหรือน้อยกว่า 10% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

เหตุผลในการปรับราคา 

  • เนื่องจาก Autodesk ได้พัฒนา AI และเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าทำงานได้เร็วขึ้น ลดงานซ้ำซ้อน และโฟกัสกับงานที่มี impact ได้มากกว่าเดิม
  • ปรับโครงสร้างราคาให้ชัดเจน ลดความสับสนเรื่องส่วนลดพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้

ทาง Autodesk และ MTECH ขอแนะนำให้ท่านพิจารณาการต่ออายุล่วงหน้า เพื่อรักษาสิทธิ์ในราคาเดิม หากท่านต้องการให้ทีมงาน MTECH ช่วยตรวจสอบ License เพื่อจัดทำใบเสนอราคา หรือต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อเราได้ผ่านการกรอกฟอร์มในอีเมลนี้ หรือ Add Line เพื่อสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

ขอขอบพระคุณที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของ Autodesk และบริการของ MTECH เสมอมา 

ขอแสดงความนับถือ 

MTECH Thailand 

Autodesk Gold Partner Thailand

ประกาศ Autodesk สำหรับท่านที่ใช้ Revit ประสานการทำงานผ่าน Cloud

ยกเลิกการเข้าถึงและทำงานกับ Revit Cloud Models สำหรับเวอร์ชั่น Revit เก่า

ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป Autodesk จะใช้นโยบายใหม่เกี่ยวกับการเข้าถึง และทำงานกับ Revit Cloud Models โดยจะเริ่มมีผล 30 วันหลังจากการเปิดตัว Revit 2027

หลังจากนั้น ฟีเจอร์ Revit Cloud Models จะไม่สามารถใช้งานได้บน Revit เวอร์ชั่นที่เก่ากว่า เวอร์ชั่นปัจจุบันย้อนหลัง 5 เวอร์ชัน

เวอร์ชั่นที่ถูกยกเลิกจะไม่รองรับการทำงานร่วมกันบนคลาวด์ หรือการเข้าถึง Cloud Models อีกต่อไป แต่การใช้งาน Revit บนเครื่อง (local) จะไม่ถูกกระทบ

ทำไม Autodesk ถึงเปลี่ยนมาใช้นโยบายนี้??

นโยบายนี้ถูกปรับให้สอดคล้องกับ **Previous Version Policy** ของ Autodesk พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของ Revit Cloud Models ให้ทันสมัยขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพและความเสถียรมากกว่าเดิม

แล้วผู้ใช้งานควรทำอย่างไร?

เพื่อให้ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Cloud Collaboration และเข้าถึง Revit Cloud Models ได้ ลูกค้าสามารถเลือกได้ 2 วิธี ดังนี้

1. อัพเกรด Revit เป็นเวอร์ชันที่ยังรองรับ Revit Cloud Models

ต้องอัพเกรดเป็น Revit เวอร์ชั่นที่สามารถใช้ Revit Cloud Models ได้ ณ วันที่ Revit 2027 เปิดตัว เวอร์ชั่นที่ยังรองรับคือ Revit 2022 ขึ้นไป

2. หากไม่ต้องการอัพเกรด

ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Cloud Models มาเก็บบนเครื่อง แล้วทำงานต่อได้บนเวอร์ชั่นเดิมในโหมด Local (ไม่มีการทำงานร่วมกันบนคลาวด์)

ผลที่จะเกิดขึ้นต่อเวอร์ชัน Revit ในอนาคต

– ทุกครั้งที่มีการออก Revit เวอร์ชั่นใหม่ เวอร์ชั่นที่เก่าที่สุดภายในช่วง “5 เวอร์ชั่นย้อนหลัง” จะถูกตัดการเข้าถึง Revit Cloud Models

ตัวอย่างเช่น: เมื่อ Revit 2028 เปิดตัว

Revit 2022 จะไม่สามารถเข้าถึง Revit Cloud Models ได้อีกต่อไป

RevitCantrun

การแก้ไขปัญหา “This app can’t run on this device” สำหรับ Autodesk Revit หลังอัปเดต Windows 11 ล่าสุด

แนวทางแก้ไขและขั้นตอนการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

เนื่องจากปัญหานี้เกิดขึ้นกับโปรแกรมหลายเวอร์ชันพร้อมกัน วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดมักจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขที่ระดับระบบปฏิบัติการ:


1. การกู้คืน Windows 11 กลับไปเวอร์ชันก่อนการอัปเดต (Rollback Windows Update)

ในกรณีที่การอัปเดตล่าสุดของ Windows 11 เป็นสาเหตุของความไม่เข้ากันนี้โดยตรง การย้อนกลับ (Restore) ไปยังสถานะก่อนการอัปเดตคือทางออกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด (ตามที่ท่านผู้ใช้งานได้ทดลองและยืนยันแล้ว)

  • เปิด Settings (การตั้งค่า)
  • ไปที่ Windows Update
  • เลือก Update History (ประวัติการอัปเดต)
  • ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้มองหา Uninstall Updates (ถอนการติดตั้งอัปเดต)
  • เลือกอัปเดตล่าสุดที่คุณต้องการย้อนกลับ (ควรถอนการติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยหรืออัปเดตคุณภาพล่าสุด)
  • คลิก Uninstall และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ
  • ระบบจะทำการรีสตาร์ทและกู้คืน Windows กลับไปยังเวอร์ชันก่อนหน้า (ข้อควรระวัง: คุณต้องดำเนินการภายใน 10 วันนับจากวันที่อัปเดต)

[Note]: หากเกิน 10 วันหลังการอัปเดต หรือไม่มีตัวเลือกการถอนการติดตั้ง อาจต้องใช้วิธี System Restore Point หรือการใช้ Recovery Image แทน


ลูกค้า MTECH สามารถติดต่อฝ่ายขาย เพื่อ Remote แก้ไขปัญหาโดยทีมงาน Support

screenshot-1764130635958

“Could not access network location Revit ####\ เมื่อติดตั้ง Revit 2023 ขึ้นไป

ปัญหาที่พบ: เมื่อพยายามติดตั้งโปรแกรม Revit เวอร์ชัน 2023 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า การติดตั้งหยุดชะงักและล้มเหลว โดยแสดงข้อความแจ้งเตือนดังนี้:

“Could not access network location Revit [Release Version].”

สาเหตุ: ปัญหานี้มักเกิดจากการที่มี ไฟล์ตกค้าง (Remnant files) จากการติดตั้งครั้งก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่ในระบบ Windows ทำให้ตัวติดตั้งเกิดความสับสน


วิธีการแก้ไขปัญหา (Solutions)

ขอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนทีละวิธี และลองติดตั้งโปรแกรมใหม่ดูว่าผ่านหรือไม่ ก่อนที่จะข้ามไปทำวิธีถัดไป

วิธีที่ 1: ลบไฟล์ตกค้างออกจากระบบ (Clean Uninstall)

นี่เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด คือการลบไฟล์ขยะที่เกี่ยวข้องกับ Revit ออกให้หมด

  • ให้ทำตามขั้นตอน Clean Uninstall (การถอนการติดตั้งแบบสะอาด) ตามมาตรฐานของ Autodesk เพื่อลบไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับ Revit ออกจากเครื่องให้หมดก่อนเริ่มติดตั้งใหม่

วิธีที่ 2: ใช้เครื่องมือ Revit Install Cleanup Utility (เฉพาะ Revit 2023 เท่านั้น)

หากคุณกำลังเจอปัญหานี้กับ Revit 2023 ให้ใช้วิธีนี้ (ห้ามใช้กับเวอร์ชันอื่น)

ขั้นตอน:

  1. ถอนการติดตั้ง (Uninstall) ส่วนเสริม (Extensions) ของ Revit 2023 ทั้งหมด
  2. ถอนการติดตั้งโปรแกรม Revit 2023
  3. ดาวน์โหลดและรันเครื่องมือ Revit 2023 Install Cleanup Utility (สามารถหาได้จากเว็บไซต์ Autodesk) เพื่อลบไฟล์ตกค้างโดยอัตโนมัติ
  4. ลองติดตั้งโปรแกรมใหม่อีกครั้ง

วิธีที่ 3: ลบไฟล์ตกค้างใน Windows Registry (ขั้นสูง)

หากทำตาม 2 วิธีแรกแล้วยังไม่ได้ผล ให้ใช้วิธีนี้

⚠️ คำเตือน: การแก้ไข Windows Registry มีความเสี่ยง หากทำผิดพลาดอาจทำให้ระบบ Windows เสียหายได้ กรุณาสำรองข้อมูล Registry (Backup) ก่อนเริ่มดำเนินการเสมอ

ขั้นตอน:

  1. คลิกปุ่มค้นหาของ Windows (Search) พิมพ์คำว่า “regedit” แล้วกด Enter
  2. ในหน้าต่าง Registry Editor ให้เข้าไปตามที่อยู่นี้: HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Autodesk\UPI
  3. ตรวจสอบโฟลเดอร์ย่อย (Keys) ในนั้น ดูทางฝั่งขวาว่ามีตัวไหนที่มีค่า (Value) เป็น “Revit [เวอร์ชันที่คุณจะลง]” หรือไม่
  4. ตรวจสอบดูว่าที่อยู่ไฟล์ (File path) ที่ระบุในนั้น เป็นตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริงในเครื่องหรือไม่
  5. หากพบ Path ที่ไม่มีอยู่จริง ให้คลิกขวาแล้ว ลบ (Delete) ค่าหรือ Key ที่มีปัญหานั้นทิ้งไป
  6. ลองทำการติดตั้ง Revit ใหม่อีกครั้ง

สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนแก้ไข:

  • สิทธิ์ Administrator ในการจัดการคอมพิวเตอร์
  • หากเป็นคอมพิวเตอร์ของบริษัท แนะนำให้ติดต่อฝ่าย IT เพื่อช่วยดำเนินการในส่วนของการแก้ไข Registry
Screenshot_25-11-2025_16534_www.autodesk.com

Revit 2025 “An unrecoverable error has occurred” on opening Revit

แก้ปัญหา “An unrecoverable error has occurred” เมื่อเปิด Revit 2025 (อัปเดตปี 2025)

ปัญหา “An unrecoverable error has occurred. The program will now be terminated” เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมากใน Revit 2025 โดยเฉพาะตอนเปิดโปรแกรมใหม่ ๆ หรือหลังติดตั้งใหม่ มันทำให้ Revit ปิดตัวลงทันทีและอาจส่งรายงานข้อผิดพลาดไปยัง Autodesk ปัญหานี้มักเกิดจาก:

  • .NET Runtime ไม่ได้ติดตั้งหรือติดตั้งไม่สมบูรณ์ (ปัญหาหลักในเวอร์ชันเริ่มต้น)
  • Add-on จากบุคคลที่สาม (เช่น Environment for Revit) ที่ยังไม่รองรับ Revit 2025
  • การติดตั้ง Revit ที่เสียหาย หรือไฟล์ชั่วคราว/การตั้งค่าผู้ใช้ที่ค้าง
  • เวอร์ชัน Revit ที่เก่าเกินไป (ก่อนอัปเดตล่าสุด)

จากประสบการณ์ของคุณที่บอกว่า อัปเดต Revit 2025 เป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วหาย นี่คือวิธีแก้ที่ยืนยันแล้วว่าทำงานในปี 2025 (ตามข้อมูลล่าสุดจาก Autodesk และชุมชนผู้ใช้) ส่วนในอดีต (เช่นปี 2024) ที่อัปเดตแล้วไม่หาย มักเพราะปัญหา .NET หรือ add-on ยังไม่ได้รับการแก้ไขในแพตช์แรก ๆ แต่ตอนนี้แพตช์ล่าสุด (เช่น 2025.1 หรือสูงกว่า) แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้น

วิธีแก้หลัก: อัปเดต Revit 2025 เป็นเวอร์ชันล่าสุด (แก้ได้ 80-90% ของเคส)

Autodesk แนะนำให้อัปเดตก่อนเสมอ เพราะแพตช์ใหม่ ๆ แก้ไขปัญหา startup crash โดยตรง โดยเฉพาะใน Revit 2025.4 ที่เพิ่งออกมา มีการปรับปรุง CER Service (Customer Error Reporting) ที่อาจทำให้ crash ถ้าไฟล์ขาดหาย

ขั้นตอนอัปเดต (ใช้เวลา 10-30 นาที):

  1. เปิด Autodesk Desktop App (ไอคอนรูปตัว A บนเดสก์ท็อป) หรือไปที่ Autodesk Account
  2. คลิก Product Updates > เลือก Revit 2025 > ดาวน์โหลดและติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด (ปัจจุบันคือ 2025.1 หรือสูงกว่า ตรวจสอบวันที่ 25 พ.ย. 2025)
  3. รีสตาร์ทเครื่องหลังติดตั้ง แล้วลองเปิด Revit ใหม่
  4. ถ้าไม่มี Desktop App ให้ดาวน์โหลดจาก Autodesk Download Center

หลังอัปเดต ถ้าปัญหายังอยู่ ลองวิธีอื่นด้านล่าง

วิธีแก้เพิ่มเติม (ถ้าอัปเดตแล้วยังไม่หาย)

จากบทความเก่าของ MTECH Thailand (เมษายน 2024) ที่คุณอ้างอิง ปัญหาในตอนนั้นเกิดจาก .NET 8.0.0 ไม่สมบูรณ์หรือ add-on Environment for Revit ตอนนี้ (ปี 2025) Autodesk มีแพตช์แก้แล้ว แต่ถ้าคุณมี add-on เหล่านี้ ลองทำตามนี้:

1. แก้ปัญหา .NET Runtime (ถ้าอัปเดต Revit ไม่ช่วย)

Revit 2025 ต้องการ .NET Desktop Runtime 8.0.0 และ ASP.NET Core Runtime 8.0.0 ให้ติดตั้งใหม่จากโฟลเดอร์ Revit เอง

ขั้นตอน:

  1. ไปที่โฟลเดอร์ติดตั้ง Revit (ปกติ C:\Autodesk\Revit 2025\ หรือค้นหา “Revit 2025” ใน File Explorer)
  2. เข้าไปที่ \3rdParty\x64\
  3. ไปที่ \dotNet\80 > รัน windowsdesktop-runtime-8.0.0-win-x64.exe (ติดตั้งแบบ Repair ถ้ามี)
  4. ไปที่ \aspNetCore\80 > รัน aspnetcore-runtime-8.0.0-win-x64.exe
  5. รีสตาร์ทเครื่อง แล้วลองเปิด Revit

หรือดาวน์โหลด .NET 8.0 ล่าสุดจาก Microsoft .NET Download

2. Disable Add-on ที่มีปัญหา (เช่น Environment for Revit)

Add-on เก่าอาจทำให้ crash บน startup โดยเฉพาะ Environment for Revit จาก Arch-intelligence ที่ยังไม่รองรับ 2025 ในแพตช์แรก

ขั้นตอน:

  1. ปิด Revit ก่อน
  2. ไปที่ C:\ProgramData\Autodesk\Revit\Addins\2025\
  3. ค้นหาไฟล์ Environment.addin (หรือ add-in อื่นที่สงสัย) > ย้ายไปโฟลเดอร์อื่น (เช่น Desktop) ชั่วคราว
  4. ลองเปิด Revit ถ้าปกติแล้ว ให้รออัปเดต add-on จากผู้พัฒนา (ตรวจสอบที่ Autodesk App Store)

3. ล้างไฟล์ชั่วคราวและรีเซ็ตการตั้งค่า (สำหรับเคสติดขัด)

จากชุมชน Reddit และ Autodesk

ขั้นตอน:

  1. กด Win + R > พิมพ์ %temp% > ลบไฟล์ทั้งหมดในโฟลเดอร์ Temp (ยกเว้นที่ล็อก)
  2. ไปที่ %localappdata%\Autodesk\ > เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ Revit และ Autodesk Revit 2025 เป็น “Revit_old” (Revit จะสร้างใหม่)
  3. ล้าง Performance Monitor: กด Ctrl + Alt + Del > Task Manager > Performance > ตรวจสอบ CPU/RAM ไม่มีปัญหา
  4. รัน Revit as Administrator (คลิกขวาไอคอน > Run as admin)

4. ถ้ายังไม่หาย: Reinstall Revit

  • ถอนการติดตั้ง Revit ผ่าน Control Panel > Programs
  • ลบโฟลเดอร์เหลือใน C:\Program Files\Autodesk\ และ C:\ProgramData\Autodesk\Revit\
  • ดาวน์โหลดและติดตั้งใหม่จาก Autodesk Account (เลือกเวอร์ชันล่าสุดทันที)

ทำไมรอบนี้ (2025) อัปเดตแล้วหาย แต่ก่อน (2024) ไม่หาย?

  • ปี 2024: แพตช์แรก (เมษายน 2567) ยังไม่ครอบคลุม add-on และ .NET บางเคสต้องรอแพตช์ถัดไป
  • ปี 2025: Autodesk ปรับปรุง CER Service และ .NET integration ในแพตช์ 2025.1+ ทำให้อัปเดตเดี่ยว ๆ แก้ได้เร็วขึ้น บวกกับ Windows 11 ที่เสถียรกว่า

สรุปขั้นตอนสั้น ๆ (เริ่มจากอันง่ายสุด)

  1. อัปเดต Revit 2025 ล่าสุด ผ่าน Autodesk Desktop App → ลองเปิด
  2. ถ้าไม่หาย: ติดตั้ง .NET ใหม่จากโฟลเดอร์ Revit
  3. Disable add-on ใน C:\ProgramData\Autodesk\Revit\Addins\2025
  4. ล้าง Temp และรีเซ็ตโฟลเดอร์ %localappdata%\Autodesk\

ถ้าทำตามแล้วยังมีปัญหา ลองส่ง Journal file (ใน %localappdata%\Autodesk\Revit\Journals\) ไปถามใน Autodesk Forum หรือ MTECH Support (marketing@mtechthailand.com) นะครับ ปัญหานี้ส่วนใหญ่แก้ได้ไม่ยาก ถ้าเครื่องสเปคพอ (เช็คที่ Autodesk System Requirements)

ถ้ามีรายละเอียดเพิ่ม (เช่น Journal error หรือ add-on ที่ใช้) บอกมาได้ จะช่วยเจาะลึกกว่านี้! 😊

ADC need to clear

เจอปัญหา “Desktop Connector folder needs to be cleared” เมื่อเปิดเครื่องหรือเปิด Autodesk Desktop Connector

ปัญหา: ผู้ใช้หลายรายพบว่าเมื่อเปิดคอมพิวเตอร์หรือเปิดโปรแกรม Autodesk Desktop Connector จะปรากฏข้อความแจ้งเตือนดังนี้

Desktop Connector Desktop Connector folder needs to be cleared เราพบว่าโฟลเดอร์ Desktop Connector ของคุณยังมีไฟล์ที่หลงเหลือมาจากการติดตั้งหรืออินสแตนซ์ก่อนหน้า คุณต้องลบหรือย้ายข้อมูลเหล่านี้ออกไปนอกโฟลเดอร์ Desktop Connector ไฟล์ข้อมูลของคุณอยู่ที่เส้นทางโฟลเดอร์ด้านล่างนี้ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้รีสตาร์ท Desktop Connector อีกครั้ง


วิธีแก้ไขปัญหา
เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ Autodesk Construction Cloud (ACC) Docs

1.เมื่อเจอป๊อปอัป “Desktop Connector folder needs to be cleared” ให้คลิกลิงก์ที่อยู่ในข้อความ (ปกติจะเป็นลิงก์สีฟ้า) เพื่อเปิดไปยังโฟลเดอร์ที่มีปัญหาทันที


2.กลับมาที่โฟลเดอร์ที่เปิดไว้ในขั้นตอนที่ 1
– คลิกขวาที่โฟลเดอร์ชื่อ “ACC Docs”
– เลือก “เปลี่ยนชื่อ” (Rename)
– ตั้งชื่อใหม่ เช่น ACC Docs_Old หรือ ACC Docs_Backup


3.ปิด Desktop Connector ให้สนิทก่อน โดยคลิกขวาที่ไอคอน Desktop Connector บน System Tray (มุมล่างขวา) → เลือก “Shut down”


4.เปิด Autodesk Desktop Connector ใหม่อีกครั้ง ระบบจะสร้างโฟลเดอร์ “ACC Docs” ใหม่ให้อัตโนมัติ

5.เมื่อ Desktop Connector เปิดขึ้นมา จะให้คุณเลือกโปรเจกต์ใหม่ (Select your project / Choose your hubs)

ให้เลือก Hub และโปรเจกต์เดิมที่เคยใช้เหมือนปกติ


7.รอให้ซิงค์ข้อมูลใหม่จนเสร็จ (อาจใช้เวลาสักครู่ ขึ้นอยู่กับจำนวนไฟล์)

เสร็จเรียบร้อย! ปัญหาจะหายไป และคุณสามารถใช้งานได้ตามปกติ