Untitled-2

SketchUp 2025-2026 อัพเกรดอะไรบ้าง

นี่คือสรุป 8 สิ่งใหม่ที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ SketchUp ในปี 2025

1. ยุคใหม่ของการทำงานร่วมกัน (Collaboration & Sharing)

ภาพที่คุณเห็นฟีเจอร์ที่มีชื่อคน (Carlos, Svenja, Mia) ลอยอยู่บนหน้าจอ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของเวอร์ชันนี้

  • Real-time Viewing: ต่อไปนี้เราอาจจะได้เห็นเพื่อนร่วมทีมเข้ามาหมุนโมเดล ดูงาน หรือแก้ไขไปพร้อมๆ กันได้ในเวลาจริง (คล้ายกับ Google Docs)
  • Private Sharing & Commenting: การส่งไฟล์ให้ลูกค้าหรือทีมงานจะปลอดภัยและง่ายขึ้น สามารถคอมเมนต์จุดแก้ลงบนโมเดลได้โดยตรง ไม่ต้องแคปหน้าจอส่งไลน์กันอีกต่อไป

2. ยกระดับการเรนเดอร์และรองรับ DWG (Improved Rendering and DWG Support)

SketchUp เวอร์ชันใหม่มุ่งมั่นที่จะลดความจำเป็นในการส่งไฟล์ออกไปยังโปรแกรมภายนอกเพื่อสร้างภาพและจัดการแบบก่อสร้าง โดยมีการปรับปรุงที่สำคัญในสองด้านหลัก:

1. การเรนเดอร์ใน Viewport ที่ดีขึ้น (Improved Rendering)

  • แสดงผลเร็วและสวยงามขึ้น: ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการแสดงผลหลักของโปรแกรม ทำให้ภาพในหน้าจอ Viewport ถูกเรนเดอร์ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมคุณภาพที่ดีขึ้นทันที
  • ลดขั้นตอนการทำงาน: คุณภาพที่สูงขึ้นในหน้าจอทำงาน (Viewport) ช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านวัสดุและแสงเงาได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้เวลาในการเรนเดอร์ด้วยปลั๊กอินบ่อยครั้ง

2. การจัดการไฟล์ CAD ที่ไร้รอยต่อ (Enhanced DWG Support)

  • นำเข้า/ส่งออกที่เสถียร: มีการปรับปรุงความเสถียรในการนำเข้าและส่งออกไฟล์ DWG ซึ่งเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม CAD
  • ลดข้อผิดพลาด: ผู้ใช้จะพบกับปัญหาความคลาดเคลื่อนของเส้น, การสูญหายของ Scale หรือ Layer น้อยลง เมื่อต้องทำงานร่วมกับไฟล์แบบ 2D ที่สร้างจากโปรแกรมอื่น ๆ

การปรับปรุงนี้ช่วยให้ Workflow ระหว่างการออกแบบ 3D และการจัดทำแบบก่อสร้าง 2D เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


3. Layout และ Interoperability ที่ดีขึ้น (Layout drafting and interoperability improvements)

Layout เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนโมเดล 3D ให้เป็นแบบก่อสร้าง 2D และงานนำเสนอทางเทคนิค การปรับปรุงในเวอร์ชันนี้จึงมุ่งเน้นที่ความราบรื่นในการทำงานและการทำ Drafting:

  • เครื่องมือ Drafting ที่ทรงพลังขึ้น: มีการปรับปรุงเครื่องมือสำหรับงาน Drafting โดยเฉพาะ ทำให้การวาดเส้น การใส่ขนาด (Dimensions) และการใส่สัญลักษณ์ใน Layout มีความแม่นยำและตอบสนองได้ดีกว่าเดิม
  • การเชื่อมโยงข้อมูลที่ไร้รอยต่อ: เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยง (Interoperability) ระหว่างไฟล์ SketchUp และ Layout ทำให้การอัปเดตโมเดลหลักสะท้อนในแบบก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้นและลดข้อผิดพลาดในการจัดการ Viewport

4. นำเข้าอาคาร 3D ใน Add Location (3D buildings import in Add Location)

ฟีเจอร์นี้ช่วยประหยัดเวลาในการสร้างบริบทไซต์งานได้อย่างมหาศาล:

  • Context ที่สมบูรณ์แบบในคลิกเดียว: ผู้ใช้สามารถนำเข้าโมเดลอาคารโดยรอบ (Massing Models) พร้อมกับภาพแผนที่ (Map Texture) และข้อมูลพื้นดิน (Terrain Mesh) ได้ในขั้นตอนเดียว
  • ความแม่นยำทางภูมิศาสตร์: โมเดล 3D ถูกวางอยู่บนภูมิประเทศที่มีความสูงต่ำตามจริง ทำให้การวิเคราะห์แสงเงาและมุมมองของโครงการทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

5. อัพเดต Scan Essentials (Scan Essentials updates)

สำหรับมืออาชีพที่ใช้ข้อมูลสแกน 3D จากไซต์งานจริง:

  • การจัดการ Point Clouds ที่ดีขึ้น: มีการปรับปรุงชุดเครื่องมือสำหรับจัดการกับข้อมูล Point Clouds (กลุ่มจุดที่ได้จากการสแกน 3D) ให้ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพ Workflow: ช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างแบบจำลองจากข้อมูลสแกนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. Color Ambient Occlusion

การปรับปรุงด้านภาพที่สร้างสรรค์

  • มิติที่สวยงามใน Viewport: Ambient Occlusion (AO) คือการเพิ่มเงาอ่อนๆ ตามรอยต่อและซอกมุมของวัตถุ
  • เพิ่มความลึกและสไตล์: การใช้ “Color AO” ทำให้เงาเหล่านี้มีสีและมิติความลึกที่สมจริงมากขึ้น ทำให้โมเดลดูเป็นธรรมชาติและมีสไตล์คล้ายโมเดลงานฝีมือ

7. Sizeable Live Components

การพัฒนาเครื่องมืออัจฉริยะที่ใช้โค้ดควบคุม:

  • ความยืดหยุ่นในการปรับขนาด: Live Components คือส่วนประกอบอัจฉริยะที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งขนาด สัดส่วน และคุณสมบัติอื่น ๆ ได้ผ่านกล่องโต้ตอบ
  • ลดความซับซ้อน: การทำให้ Live Components สามารถปรับขนาด (Sizeable) ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานและทำให้การสร้างองค์ประกอบที่ต้องมีการปรับแต่งทำได้เร็วขึ้น

SketchUp Authorized Reseller – M Technologies (Thailand) พร้อมบริการขายที่ดีที่สุดในไทย

RevitCantrun

การแก้ไขปัญหา “This app can’t run on this device” สำหรับ Autodesk Revit หลังอัปเดต Windows 11 ล่าสุด

แนวทางแก้ไขและขั้นตอนการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

เนื่องจากปัญหานี้เกิดขึ้นกับโปรแกรมหลายเวอร์ชันพร้อมกัน วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดมักจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขที่ระดับระบบปฏิบัติการ:


1. การกู้คืน Windows 11 กลับไปเวอร์ชันก่อนการอัปเดต (Rollback Windows Update)

ในกรณีที่การอัปเดตล่าสุดของ Windows 11 เป็นสาเหตุของความไม่เข้ากันนี้โดยตรง การย้อนกลับ (Restore) ไปยังสถานะก่อนการอัปเดตคือทางออกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด (ตามที่ท่านผู้ใช้งานได้ทดลองและยืนยันแล้ว)

  • เปิด Settings (การตั้งค่า)
  • ไปที่ Windows Update
  • เลือก Update History (ประวัติการอัปเดต)
  • ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้มองหา Uninstall Updates (ถอนการติดตั้งอัปเดต)
  • เลือกอัปเดตล่าสุดที่คุณต้องการย้อนกลับ (ควรถอนการติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยหรืออัปเดตคุณภาพล่าสุด)
  • คลิก Uninstall และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ
  • ระบบจะทำการรีสตาร์ทและกู้คืน Windows กลับไปยังเวอร์ชันก่อนหน้า (ข้อควรระวัง: คุณต้องดำเนินการภายใน 10 วันนับจากวันที่อัปเดต)

[Note]: หากเกิน 10 วันหลังการอัปเดต หรือไม่มีตัวเลือกการถอนการติดตั้ง อาจต้องใช้วิธี System Restore Point หรือการใช้ Recovery Image แทน


ลูกค้า MTECH สามารถติดต่อฝ่ายขาย เพื่อ Remote แก้ไขปัญหาโดยทีมงาน Support

screenshot-1764130635958

“Could not access network location Revit ####\ เมื่อติดตั้ง Revit 2023 ขึ้นไป

ปัญหาที่พบ: เมื่อพยายามติดตั้งโปรแกรม Revit เวอร์ชัน 2023 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า การติดตั้งหยุดชะงักและล้มเหลว โดยแสดงข้อความแจ้งเตือนดังนี้:

“Could not access network location Revit [Release Version].”

สาเหตุ: ปัญหานี้มักเกิดจากการที่มี ไฟล์ตกค้าง (Remnant files) จากการติดตั้งครั้งก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่ในระบบ Windows ทำให้ตัวติดตั้งเกิดความสับสน


วิธีการแก้ไขปัญหา (Solutions)

ขอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนทีละวิธี และลองติดตั้งโปรแกรมใหม่ดูว่าผ่านหรือไม่ ก่อนที่จะข้ามไปทำวิธีถัดไป

วิธีที่ 1: ลบไฟล์ตกค้างออกจากระบบ (Clean Uninstall)

นี่เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด คือการลบไฟล์ขยะที่เกี่ยวข้องกับ Revit ออกให้หมด

  • ให้ทำตามขั้นตอน Clean Uninstall (การถอนการติดตั้งแบบสะอาด) ตามมาตรฐานของ Autodesk เพื่อลบไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับ Revit ออกจากเครื่องให้หมดก่อนเริ่มติดตั้งใหม่

วิธีที่ 2: ใช้เครื่องมือ Revit Install Cleanup Utility (เฉพาะ Revit 2023 เท่านั้น)

หากคุณกำลังเจอปัญหานี้กับ Revit 2023 ให้ใช้วิธีนี้ (ห้ามใช้กับเวอร์ชันอื่น)

ขั้นตอน:

  1. ถอนการติดตั้ง (Uninstall) ส่วนเสริม (Extensions) ของ Revit 2023 ทั้งหมด
  2. ถอนการติดตั้งโปรแกรม Revit 2023
  3. ดาวน์โหลดและรันเครื่องมือ Revit 2023 Install Cleanup Utility (สามารถหาได้จากเว็บไซต์ Autodesk) เพื่อลบไฟล์ตกค้างโดยอัตโนมัติ
  4. ลองติดตั้งโปรแกรมใหม่อีกครั้ง

วิธีที่ 3: ลบไฟล์ตกค้างใน Windows Registry (ขั้นสูง)

หากทำตาม 2 วิธีแรกแล้วยังไม่ได้ผล ให้ใช้วิธีนี้

⚠️ คำเตือน: การแก้ไข Windows Registry มีความเสี่ยง หากทำผิดพลาดอาจทำให้ระบบ Windows เสียหายได้ กรุณาสำรองข้อมูล Registry (Backup) ก่อนเริ่มดำเนินการเสมอ

ขั้นตอน:

  1. คลิกปุ่มค้นหาของ Windows (Search) พิมพ์คำว่า “regedit” แล้วกด Enter
  2. ในหน้าต่าง Registry Editor ให้เข้าไปตามที่อยู่นี้: HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Autodesk\UPI
  3. ตรวจสอบโฟลเดอร์ย่อย (Keys) ในนั้น ดูทางฝั่งขวาว่ามีตัวไหนที่มีค่า (Value) เป็น “Revit [เวอร์ชันที่คุณจะลง]” หรือไม่
  4. ตรวจสอบดูว่าที่อยู่ไฟล์ (File path) ที่ระบุในนั้น เป็นตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริงในเครื่องหรือไม่
  5. หากพบ Path ที่ไม่มีอยู่จริง ให้คลิกขวาแล้ว ลบ (Delete) ค่าหรือ Key ที่มีปัญหานั้นทิ้งไป
  6. ลองทำการติดตั้ง Revit ใหม่อีกครั้ง

สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนแก้ไข:

  • สิทธิ์ Administrator ในการจัดการคอมพิวเตอร์
  • หากเป็นคอมพิวเตอร์ของบริษัท แนะนำให้ติดต่อฝ่าย IT เพื่อช่วยดำเนินการในส่วนของการแก้ไข Registry
Screenshot_25-11-2025_16534_www.autodesk.com

Revit 2025 “An unrecoverable error has occurred” on opening Revit

แก้ปัญหา “An unrecoverable error has occurred” เมื่อเปิด Revit 2025 (อัปเดตปี 2025)

ปัญหา “An unrecoverable error has occurred. The program will now be terminated” เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมากใน Revit 2025 โดยเฉพาะตอนเปิดโปรแกรมใหม่ ๆ หรือหลังติดตั้งใหม่ มันทำให้ Revit ปิดตัวลงทันทีและอาจส่งรายงานข้อผิดพลาดไปยัง Autodesk ปัญหานี้มักเกิดจาก:

  • .NET Runtime ไม่ได้ติดตั้งหรือติดตั้งไม่สมบูรณ์ (ปัญหาหลักในเวอร์ชันเริ่มต้น)
  • Add-on จากบุคคลที่สาม (เช่น Environment for Revit) ที่ยังไม่รองรับ Revit 2025
  • การติดตั้ง Revit ที่เสียหาย หรือไฟล์ชั่วคราว/การตั้งค่าผู้ใช้ที่ค้าง
  • เวอร์ชัน Revit ที่เก่าเกินไป (ก่อนอัปเดตล่าสุด)

จากประสบการณ์ของคุณที่บอกว่า อัปเดต Revit 2025 เป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วหาย นี่คือวิธีแก้ที่ยืนยันแล้วว่าทำงานในปี 2025 (ตามข้อมูลล่าสุดจาก Autodesk และชุมชนผู้ใช้) ส่วนในอดีต (เช่นปี 2024) ที่อัปเดตแล้วไม่หาย มักเพราะปัญหา .NET หรือ add-on ยังไม่ได้รับการแก้ไขในแพตช์แรก ๆ แต่ตอนนี้แพตช์ล่าสุด (เช่น 2025.1 หรือสูงกว่า) แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้น

วิธีแก้หลัก: อัปเดต Revit 2025 เป็นเวอร์ชันล่าสุด (แก้ได้ 80-90% ของเคส)

Autodesk แนะนำให้อัปเดตก่อนเสมอ เพราะแพตช์ใหม่ ๆ แก้ไขปัญหา startup crash โดยตรง โดยเฉพาะใน Revit 2025.4 ที่เพิ่งออกมา มีการปรับปรุง CER Service (Customer Error Reporting) ที่อาจทำให้ crash ถ้าไฟล์ขาดหาย

ขั้นตอนอัปเดต (ใช้เวลา 10-30 นาที):

  1. เปิด Autodesk Desktop App (ไอคอนรูปตัว A บนเดสก์ท็อป) หรือไปที่ Autodesk Account
  2. คลิก Product Updates > เลือก Revit 2025 > ดาวน์โหลดและติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด (ปัจจุบันคือ 2025.1 หรือสูงกว่า ตรวจสอบวันที่ 25 พ.ย. 2025)
  3. รีสตาร์ทเครื่องหลังติดตั้ง แล้วลองเปิด Revit ใหม่
  4. ถ้าไม่มี Desktop App ให้ดาวน์โหลดจาก Autodesk Download Center

หลังอัปเดต ถ้าปัญหายังอยู่ ลองวิธีอื่นด้านล่าง

วิธีแก้เพิ่มเติม (ถ้าอัปเดตแล้วยังไม่หาย)

จากบทความเก่าของ MTECH Thailand (เมษายน 2024) ที่คุณอ้างอิง ปัญหาในตอนนั้นเกิดจาก .NET 8.0.0 ไม่สมบูรณ์หรือ add-on Environment for Revit ตอนนี้ (ปี 2025) Autodesk มีแพตช์แก้แล้ว แต่ถ้าคุณมี add-on เหล่านี้ ลองทำตามนี้:

1. แก้ปัญหา .NET Runtime (ถ้าอัปเดต Revit ไม่ช่วย)

Revit 2025 ต้องการ .NET Desktop Runtime 8.0.0 และ ASP.NET Core Runtime 8.0.0 ให้ติดตั้งใหม่จากโฟลเดอร์ Revit เอง

ขั้นตอน:

  1. ไปที่โฟลเดอร์ติดตั้ง Revit (ปกติ C:\Autodesk\Revit 2025\ หรือค้นหา “Revit 2025” ใน File Explorer)
  2. เข้าไปที่ \3rdParty\x64\
  3. ไปที่ \dotNet\80 > รัน windowsdesktop-runtime-8.0.0-win-x64.exe (ติดตั้งแบบ Repair ถ้ามี)
  4. ไปที่ \aspNetCore\80 > รัน aspnetcore-runtime-8.0.0-win-x64.exe
  5. รีสตาร์ทเครื่อง แล้วลองเปิด Revit

หรือดาวน์โหลด .NET 8.0 ล่าสุดจาก Microsoft .NET Download

2. Disable Add-on ที่มีปัญหา (เช่น Environment for Revit)

Add-on เก่าอาจทำให้ crash บน startup โดยเฉพาะ Environment for Revit จาก Arch-intelligence ที่ยังไม่รองรับ 2025 ในแพตช์แรก

ขั้นตอน:

  1. ปิด Revit ก่อน
  2. ไปที่ C:\ProgramData\Autodesk\Revit\Addins\2025\
  3. ค้นหาไฟล์ Environment.addin (หรือ add-in อื่นที่สงสัย) > ย้ายไปโฟลเดอร์อื่น (เช่น Desktop) ชั่วคราว
  4. ลองเปิด Revit ถ้าปกติแล้ว ให้รออัปเดต add-on จากผู้พัฒนา (ตรวจสอบที่ Autodesk App Store)

3. ล้างไฟล์ชั่วคราวและรีเซ็ตการตั้งค่า (สำหรับเคสติดขัด)

จากชุมชน Reddit และ Autodesk

ขั้นตอน:

  1. กด Win + R > พิมพ์ %temp% > ลบไฟล์ทั้งหมดในโฟลเดอร์ Temp (ยกเว้นที่ล็อก)
  2. ไปที่ %localappdata%\Autodesk\ > เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ Revit และ Autodesk Revit 2025 เป็น “Revit_old” (Revit จะสร้างใหม่)
  3. ล้าง Performance Monitor: กด Ctrl + Alt + Del > Task Manager > Performance > ตรวจสอบ CPU/RAM ไม่มีปัญหา
  4. รัน Revit as Administrator (คลิกขวาไอคอน > Run as admin)

4. ถ้ายังไม่หาย: Reinstall Revit

  • ถอนการติดตั้ง Revit ผ่าน Control Panel > Programs
  • ลบโฟลเดอร์เหลือใน C:\Program Files\Autodesk\ และ C:\ProgramData\Autodesk\Revit\
  • ดาวน์โหลดและติดตั้งใหม่จาก Autodesk Account (เลือกเวอร์ชันล่าสุดทันที)

ทำไมรอบนี้ (2025) อัปเดตแล้วหาย แต่ก่อน (2024) ไม่หาย?

  • ปี 2024: แพตช์แรก (เมษายน 2567) ยังไม่ครอบคลุม add-on และ .NET บางเคสต้องรอแพตช์ถัดไป
  • ปี 2025: Autodesk ปรับปรุง CER Service และ .NET integration ในแพตช์ 2025.1+ ทำให้อัปเดตเดี่ยว ๆ แก้ได้เร็วขึ้น บวกกับ Windows 11 ที่เสถียรกว่า

สรุปขั้นตอนสั้น ๆ (เริ่มจากอันง่ายสุด)

  1. อัปเดต Revit 2025 ล่าสุด ผ่าน Autodesk Desktop App → ลองเปิด
  2. ถ้าไม่หาย: ติดตั้ง .NET ใหม่จากโฟลเดอร์ Revit
  3. Disable add-on ใน C:\ProgramData\Autodesk\Revit\Addins\2025
  4. ล้าง Temp และรีเซ็ตโฟลเดอร์ %localappdata%\Autodesk\

ถ้าทำตามแล้วยังมีปัญหา ลองส่ง Journal file (ใน %localappdata%\Autodesk\Revit\Journals\) ไปถามใน Autodesk Forum หรือ MTECH Support (marketing@mtechthailand.com) นะครับ ปัญหานี้ส่วนใหญ่แก้ได้ไม่ยาก ถ้าเครื่องสเปคพอ (เช็คที่ Autodesk System Requirements)

ถ้ามีรายละเอียดเพิ่ม (เช่น Journal error หรือ add-on ที่ใช้) บอกมาได้ จะช่วยเจาะลึกกว่านี้! 😊

vrayfor3dsmaxblacks

แก้ปัญหาหน้า Render ดำสนิทใน V-Ray for 3ds Max (ติดตั้งใหม่แล้วเจอจอดำทันที)

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดเมื่อติดตั้ง V-Ray for 3ds Max ใหม่ ๆ แล้วกด Render ออกมาแล้วได้ภาพดำสนิททั้งแผ่น (แม้จะมีวัตถุและกล้องปกติ) 90% เกิดจาก V-Ray Global Switches ปิดไฟทั้งซีนโดยไม่รู้ตัว ค่าตั้งต้นของ V-Ray เวอร์ชันใหม่ ๆ (โดยเฉพาะ V-Ray 5 ขึ้นไป) จะปิด Lighting ทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อป้องกันการ render โดยไม่ตั้งใจในกรณีที่ยังไม่มีไฟ

วิธีแก้อย่างรวดเร็ว (ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที)

  1. ไปที่เมนู Render Setup (กด F10 หรือคลิกไอคอนกล้องฟิล์ม)
  2. เลือกแท็บ V-Ray (ถ้าไม่เห็น ให้คลิกขวาที่แถบแท็บด้านบนแล้วเลือก Show Tab > V-Ray)

3.เข้าไปที่ rollout V-Ray: Global switches ปรับจาก Standard > Advanced


4.Default lights: เปลี่ยนจาก Off with GI เป็น On with GI


จบปัญหาจอดำใน V-Ray เวอร์ชันใหม่เรียบร้อย!

ADC need to clear

เจอปัญหา “Desktop Connector folder needs to be cleared” เมื่อเปิดเครื่องหรือเปิด Autodesk Desktop Connector

ปัญหา: ผู้ใช้หลายรายพบว่าเมื่อเปิดคอมพิวเตอร์หรือเปิดโปรแกรม Autodesk Desktop Connector จะปรากฏข้อความแจ้งเตือนดังนี้

Desktop Connector Desktop Connector folder needs to be cleared เราพบว่าโฟลเดอร์ Desktop Connector ของคุณยังมีไฟล์ที่หลงเหลือมาจากการติดตั้งหรืออินสแตนซ์ก่อนหน้า คุณต้องลบหรือย้ายข้อมูลเหล่านี้ออกไปนอกโฟลเดอร์ Desktop Connector ไฟล์ข้อมูลของคุณอยู่ที่เส้นทางโฟลเดอร์ด้านล่างนี้ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้รีสตาร์ท Desktop Connector อีกครั้ง


วิธีแก้ไขปัญหา
เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ Autodesk Construction Cloud (ACC) Docs

1.เมื่อเจอป๊อปอัป “Desktop Connector folder needs to be cleared” ให้คลิกลิงก์ที่อยู่ในข้อความ (ปกติจะเป็นลิงก์สีฟ้า) เพื่อเปิดไปยังโฟลเดอร์ที่มีปัญหาทันที


2.กลับมาที่โฟลเดอร์ที่เปิดไว้ในขั้นตอนที่ 1
– คลิกขวาที่โฟลเดอร์ชื่อ “ACC Docs”
– เลือก “เปลี่ยนชื่อ” (Rename)
– ตั้งชื่อใหม่ เช่น ACC Docs_Old หรือ ACC Docs_Backup


3.ปิด Desktop Connector ให้สนิทก่อน โดยคลิกขวาที่ไอคอน Desktop Connector บน System Tray (มุมล่างขวา) → เลือก “Shut down”


4.เปิด Autodesk Desktop Connector ใหม่อีกครั้ง ระบบจะสร้างโฟลเดอร์ “ACC Docs” ใหม่ให้อัตโนมัติ

5.เมื่อ Desktop Connector เปิดขึ้นมา จะให้คุณเลือกโปรเจกต์ใหม่ (Select your project / Choose your hubs)

ให้เลือก Hub และโปรเจกต์เดิมที่เคยใช้เหมือนปกติ


7.รอให้ซิงค์ข้อมูลใหม่จนเสร็จ (อาจใช้เวลาสักครู่ ขึ้นอยู่กับจำนวนไฟล์)

เสร็จเรียบร้อย! ปัญหาจะหายไป และคุณสามารถใช้งานได้ตามปกติ


Screenshot_3-10-2025_14318_forums.sketchup.com

แก้ปัญหา “You have exceeded your allowed activations” ใน SketchUp Subscription

SketchUp Pro เป็นซอฟต์แวร์ออกแบบ 3D ยอดนิยมที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานอาจเคยพบข้อความแจ้งเตือนที่ว่า “You have exceeded your allowed activations” หรือ “คุณเปิดใช้งานเกินที่อนุญาตแล้ว” เมื่อพยายามเปิดโปรแกรม

สาเหตุหลักของปัญหา

โดยทั่วไป สิทธิ์การใช้งาน (Subscription) ของ SketchUp Pro อนุญาตให้ผู้ใช้ล็อกอินได้สูงสุด 2 เครื่องพร้อมกัน (สำหรับการใช้งานส่วนตัว) เพื่อความสะดวกในการทำงานทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ปัญหา “Exceeded activations” เกิดขึ้นเมื่อ:

  1. มีการล็อกอินโปรแกรมเกิน 2 เครื่อง: อาจจะมีการติดตั้งและล็อกอินโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง หรืออาจเป็นเวอร์ชันเก่าที่ยังคงมีสถานะล็อกอินอยู่
  2. ปัญหาด้านเทคนิคของระบบ: บางครั้งระบบอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้สถานะการล็อกอินยังค้างอยู่ แม้จะไม่ได้ใช้งานเครื่องนั้นแล้วก็ตาม

วิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

การแก้ไขปัญหาหลักคือการ “ยกเลิกสิทธิ์การอนุญาตทั้งหมด” (Deauthorize All) จากอุปกรณ์ที่คุณเคยลงชื่อเข้าใช้มาก่อนหน้านี้ และทำการล็อกอินใหม่บนอุปกรณ์ที่คุณต้องการใช้งาน วิธีการมีดังนี้:

  1. เข้าสู่ระบบพอร์ทัลบัญชี Trimble: ไปที่หน้าเว็บสำหรับจัดการบัญชีผู้ใช้ Trimble Account Management Portal
    • Tip: หากคุณพบข้อความผิดพลาดในโปรแกรม SketchUp ให้คลิกปุ่ม “Manage Activations” (จัดการการเปิดใช้งาน) ซึ่งจะนำคุณไปยังหน้าเข้าสู่ระบบโดยตรง

2.ไปที่การจัดการอุปกรณ์ (Manage Devices):

  • หลังจากล็อกอินแล้ว ให้ไปที่ส่วน “My Products” (ผลิตภัณฑ์ของฉัน)
  • เลือก “View Included Applications” (ดูแอปพลิเคชันที่รวมอยู่)
  • มองหา “SketchUp Pro” แล้วคลิกที่ลิงก์ “Manage Devices” (จัดการอุปกรณ์)

3.ยกเลิกสิทธิ์การอนุญาตทั้งหมด (Deauthorize All):

  • ในหน้าจัดการอุปกรณ์ ให้คลิกปุ่ม “Deauthorize All” เพื่อยกเลิกสิทธิ์การอนุญาตทั้งหมดจากทุกอุปกรณ์ที่เคยล็อกอินไว้

4.ออกจากระบบและเข้าสู่ระบบใหม่ใน SketchUp:

  • กลับมาที่โปรแกรม SketchUp (หรือเปิดขึ้นมาใหม่)
  • ให้ “Sign Out” (ลงชื่อออก) จากโปรไฟล์ของคุณ (ไอคอนรูปคนมุมบนขวา)
  • จากนั้นทำการ “Sign In” (ลงชื่อเข้าใช้) ใหม่อีกครั้ง
  • โปรแกรมควรจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ

Checklist….คุณเหมาะกับ SketchUp packageไหน? – MTECH Thailand

screenshot-1757913771980 (1)

หมดปัญหาโมเดลขนาดผิด! เปิดวาร์ป ‘Live Component’ ตัวช่วยสุดเจ๋งที่ทุกคนต้องมีติด SketchUp

SketchUp Live Components คือ ส่วนประกอบ (Component) แบบกำหนดค่าได้ (Configurable) ที่มีความสามารถขั้นสูงกว่า Dynamic Components โดยสามารถค้นหา กำหนดค่า ดูตัวอย่างในรูปแบบ 3 มิติ และดาวน์โหลดได้จาก 3D Warehouse เพื่อนำไปใช้ในโมเดล SketchUp ได้ทันที Live Components มีจุดเด่นคือการ รองรับการตั้งค่าพารามิเตอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และยืดหยุ่นกว่า Dynamic Component ทำให้การปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ในโมเดลทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 


ขั้นตอนการใช้ Live Component จาก 3D Warehouse

  1. เปิด 3D Warehouse: ใน SketchUp คลิกไอคอน 3D Warehouse
  2. ค้นหา: พิมพ์ชื่อโมเดลที่ต้องการ เช่น “Chair”
  3. กรองผลลัพธ์: มองหาโมเดลที่มีไอคอนสายฟ้าสีม่วง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Live Component

4.ปรับแต่ง: คลิกที่โมเดลใน SketchUp เพื่อเปิดหน้าต่างสำหรับปรับขนาดและเปลี่ยนสีได้ตามต้องการ

5.ดาวน์โหลด: คลิกที่โมเดลแล้วกดปุ่ม “Download”


Checklist….คุณเหมาะกับ SketchUp packageไหน? – MTECH Thailand

SketchUp Authorized Reseller – M Technologies (Thailand)

0EM3g000003ix6T

เปิด Revit แล้วมีแถบดำกะพริบๆ ปัญหาจาก SQLDUMPER.EXE

เจอเคสแปลกๆนานๆเจอที เวลากดเปิดโปรแกรม Revit หรือ Advance Steel แล้วจู่ๆ ก็มีหน้าต่างสีดำกะพริบถี่ๆ ขึ้นมาบนหน้าจอจนแทบจะอ่านไม่ทัน ต้องเพ่งดูทีละตัวถึงจะเห็นว่าชื่อมันคือ SQLDUMPER.EXE

ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows 11 และมี SSD/NVMe drive ที่มีขนาดเซกเตอร์ใหญ่กว่า 4KB ซึ่ง Autodesk Support ระบุว่าเป็นสาเหตุหลัก เพราะ SQL Server ที่เป็นฐานข้อมูลของโปรแกรมไม่สามารถทำงานบนไดรฟ์ที่มีขนาดเซกเตอร์แบบนี้ได้


สาเหตุหลักและวิธีแก้ไขที่ซับซ้อน

บทความจาก Autodesk อธิบายสาเหตุและแนวทางแก้ไขไว้อย่างละเอียด ซึ่งต้องยอมรับว่าค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลาพอสมควร เช่น

  • แก้ไข Registry: ต้องเข้าไปแก้ไขค่าใน Windows Registry ด้วยตัวเอง เพื่อบังคับให้ระบบจำลองขนาดเซกเตอร์เป็น 4KB เหมือนกับใน Windows 10
  • ตรวจสอบและแก้ไขสิทธิ์การใช้งานโฟลเดอร์: ต้องเข้าไปเช็กสิทธิ์การใช้งานของโฟลเดอร์โปรแกรมใน C:\ProgramData\Autodesk เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้มีสิทธิ์ Full control
  • ตรวจสอบและแก้ไขการติดตั้ง SQL Server LocalDB: ต้องใช้เครื่องมือและขั้นตอนที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบว่าไฟล์ฐานข้อมูล SQL Server เสียหายหรือไม่

วิธีเหล่านี้ต้องใช้ความเข้าใจทางเทคนิคพอสมควร และบางครั้งทำตามหลายขั้นตอนแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
อ้างอิงบทความ >> SQLDUMPER.EXE window opening and closing when launching or working in Revit or Advance Steel


วิธีแก้ไขที่ง่ายและได้ผลทันที

แต่จากการลองผิดลองถูก มีวิธีหนึ่งที่ง่ายและได้ผลทันทีโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนที่ซับซ้อน นั่นก็คือ:

“ลบ SQL Server ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องทิ้งไปซะ!”

พอถอนการติดตั้ง SQL Server ออกจากระบบ ปัญหาหน้าต่างกะพริบก็หายไปทันที ทำให้สามารถใช้งาน Revit ได้อย่างปกติ . วิธีนี้อาจดูรุนแรงไปบ้าง แต่ในเมื่อวิธีที่ซับซับซ้อนใช้ไม่ได้ผล การแก้ปัญหาแบบตรงไปตรงมาก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

วิธีลบและซ่อมแซม SQL Server

การลบหรือซ่อมแซม SQL Server สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้:

  1. กดปุ่ม Start แล้วพิมพ์ appwiz.cpl เพื่อเปิดหน้าต่าง Programs and Features
  2. ในช่องค้นหา พิมพ์ sql
  3. คลิกขวาที่ SQL Server LocalDB แล้วเลือก:
    • Repair: หากต้องการซ่อมแซมไฟล์ที่เสียหาย โดยข้อมูลต่างๆ จะยังคงอยู่ครบ
    • Uninstall: หากต้องการลบโปรแกรมออกทั้งหมด

SQL Server คืออะไร? ลบแล้วจะมีปัญหาไหม?

SQL Server คือโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “คลังข้อมูล” ของแอปพลิเคชันต่างๆ . สำหรับ Revit หรือ Advance Steel จะใช้ SQL Server LocalDB ซึ่งเป็นเวอร์ชันย่อส่วนเพื่อเก็บข้อมูลโปรเจกต์และข้อมูลเฉพาะของโปรแกรมไว้ในเครื่อง

หน้าที่หลัก:

  • จัดเก็บข้อมูล: เก็บข้อมูลในรูปแบบตารางอย่างเป็นระบบ
  • จัดการข้อมูล: ช่วยให้โปรแกรมสามารถเรียกดู, เพิ่ม, แก้ไข หรือลบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ลบแล้วมีปัญหาไหม?

การลบ SQL Server LocalDB อาจทำให้ฟังก์ชันบางอย่างของ Revit หรือ Advance Steel ที่ต้องใช้ฐานข้อมูลไม่สามารถทำงานได้ เช่น การจัดการข้อมูลโปรเจกต์บางส่วน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โปรแกรมมีปัญหาแถบดำกะพริบ การลบ SQL Server มักเป็นวิธีที่ได้ผล เพราะปัญหานี้เกิดจากความไม่เข้ากันของ SQL Server กับฮาร์ดแวร์หรือระบบปฏิบัติการบางอย่าง เมื่อลบออก ปัญหาก็จะหายไป ทำให้โปรแกรมสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติครับ

Autodesk Content Catalog คืออะไร?

รวม BIM Revit family ไว้ที่เดียว ใช้งานได้ทุกที่ บน ACC [BIM 360 ชื่อเดิม]
เก็บ แชร์ เรียกใช้ Revit family ง่าย ๆ ผ่าน Revit plugin

คลัง BIM content บน Cloud ที่ช่วยให้ทีมงานจัดการไฟล์ Revit families, AutoCAD blocks และไฟล์อื่น ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา

See full original post > Digital Asset Management Software | Content Catalog

จุดเด่นที่ทำให้ต่างจากการเก็บไฟล์แบบเดิม

  • Centralize assets : รวม BIM content ของทั้งทีมไว้ที่เดียว
  • Single source of truth : ทุกคนใช้เวอร์ชันล่าสุด ลดโอกาส rework
  • Granular search : ค้นหาไฟล์เร็วขึ้นด้วย filter และ parameter
  • Version control + preview : จัดการหลายเวอร์ชัน พร้อมดู 3D thumbnail
  • Content management : สร้าง collection, ใส่ tag, approve/decline ไฟล์ได้


Thumbnail previews

สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วด้วยการแสดงตัวอย่างเนื้อหาในรูปแบบ 3 มิติ (3D preview)




Single source of truth

การจัดเก็บเนื้อหาภายในองค์กรไว้บนระบบคลาวด์จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตและถูกต้องที่สุดได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถอนุมัติหรือปฏิเสธการอัปโหลดเนื้อหาทั้งในรูปแบบ BIM และไม่ใช่ BIM เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่สมบูรณ์และเกี่ยวข้องกับงานมากที่สุดจากที่เดียวได้อีกด้วย



Granular search

คุณสามารถค้นหาเนื้อหา BIM และnon-BIM ได้จากทุกช่องข้อมูลหรือพารามิเตอร์ที่คุณกำหนดไว้ รวมถึงพารามิเตอร์ของเนื้อหาด้วยเช่นกัน



Version control

สร้างและจัดการเนื้อหาของคุณได้หลายเวอร์ชันอย่างมีประสิทธิภาพ



Content management

จัดระเบียบเนื้อหาของคุณเป็นชุด (Collections) ที่สามารถปรับแต่งได้ และจัดเรียงตามหมวดหมู่ (Categories) และป้ายกำกับ (Tags) ที่คุณกำหนดเอง



Flexible input

ทำงานได้อย่างมั่นใจกับเนื้อหาในหลากหลายรูปแบบและแหล่งที่มา รวมถึงขั้นตอนการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์