วิธีเขียน Prompt ให้ได้ประสิทธิภาพ Autodesk AI Assistant

Autodesk AI ใช้ยังไงให้คุ้ม? ลองสั่งงานด้วย Prompt แบบนี้

AI ไม่ได้ช่วยแค่ ตอบคำถาม แต่ยังสามารถช่วยตรวจสอบข้อมูลในไฟล์ AutoCAD และ Revit เพื่อให้การทำงานที่เคยต้องไล่เช็กเอง กลายเป็นงานที่ทำได้รวดเร็วขึ้น

MTECH นำ 4 ตัวอย่างการใช้งาน Autodesk AI ที่นำไปปรับใช้กับงานจริงได้

  • AutoCAD การตรวจมาตรฐานตัวหนังสือหรือเลเยอร์ในแบบแปลน (CAD Standards Audit)

ปัญหาที่พบหน้างานจริง: ปกติงานนี้ต้องมานั่งไล่เปิด – ปิดดวงตาในหน้าต่าง Layer Properties ทีละอัน เพื่อเช็คด้วยตาเปล่าว่ามีใครวางวัตถุผิดเลเยอร์หรือไม่ ซึ่งเสียเวลาและมีโอกาสผิดพลาดสูง

สามารถใช้ Prompt ดังต่อไปนี้

Prompt: “Audit the current DWG file. Identify any text objects that are NOT on the ‘A-TEXT’ layer and list their current layers.”

AI จะช่วยแสกนข้อมูลและทำสรุปรายงานจุดที่ต้องแก้ไข ซึ่งช่วยลดเวลาการเปิด-ปิด Layer Properties แล้วไล่ตรวจด้วยตนเอง

  • AutoCAD / Revit การนับจำนวนและสรุปข้อมูลด่วน (Data Extraction / Quick Takeoff)

ปัญหาที่พบหน้างานจริง : เวลาเข้าประชุมด่วนแล้วต้องการตรวจสอบจำนวนของวัสดุเพื่อประเมินเทียบกับงานจริง โดยปกติจะต้องเสียเวลาสร้างหน้าต่าง Schedule ใหม่ เซ็ตค่า Filter และจัดกลุ่มแยกตาราง ซึ่งอาจจะใช้เวลาหากต้องการแค่ตัวเลขคร่าวๆ ไปคุยงาน

สามารถใช้ Prompt ดังนี้

Prompt: “Count all ‘Door-Single-Flush’ families in the current Revit level 1. Group them by their width and output as a simple table.”

AI จะเข้าไปดึงข้อมูลจากโมเดลตามที่ระบุไว้ แล้วทำการประมวลผลสรุปออกมา

  • Revit: การหาวัตถุหลุด QC ผิดหมวดหมู่ (BIM Category Audit)

ปัญหาที่พบหน้างานจริง: ทีมงานบางคนมักผิดพลาดโดยการนำโมเดลเฟอร์นิเจอร์ไปยัดไว้ในหมวดหมู่ทั่วไปอย่าง Generic Models หรือนำชิ้นส่วนโครงสร้างมาสร้างแบบผิดประเภท ส่งผลให้เวลาถอดแบบเพื่อทำ BOQ ยอดปริมาณวัสดุผิด

สามารถใช้ Prompt ดังนี้

Prompt: “Scan the active Revit model. List all elements under ‘Generic Models’ category that contain the word ‘Chair’ or ‘Table’ in their family name.

AI จะตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลของวัตถุระหว่าง Category กับชื่อวัตถุ จากนั้นจะแสดงผลเป็นรายงานลิสต์พร้อม Element ID ของวัตถุที่อยู่ผิดหมวด ทำให้ลดเวลาในการเช็คข้อมูลได้

  • Revit การตรวจมาตรฐานการตั้งชื่อไฟล์วัตถุ (Naming Convention Audit)

ปัญหาที่พบหน้างานจริง: ในโมเดลขนาดใหญ่มักจะมี Family แปลกปลอมที่ทีมงานดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต หรือตั้งชื่อตามใจชอบ เช่น ‘Door_NEW_v2_final’ ซึ่งทำให้ฐานข้อมูลของโครงการไม่เป็นระเบียบและไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน BIM ของบริษัท

สามารถใช้ Prompt ดังนี้

Prompt: “Check all Door families in this project. Identify any families whose names do not start with the project prefix ‘PROJ2026-‘ and output as a table.”

AI จะค้นหารายชื่อวัตถุในระบบทั้งหมดมาตรวจสอบตามเงื่อนไข แล้วคัดแยกเฉพาะรายชื่อที่ “หลุดมาตรฐาน”

(Non-compliant) ออกมาเป็นตาราง ให้เราไปกด Rename เคลียร์ไฟล์ได้ง่ายขึ้นมหาศาล




ทุกท่านสามารถนำตัวอย่าง Prompt AI นี้ไปทดลองใช้ในการทำงานเบื้องต้นได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ตรวจสอบและปรับแก้ข้อมูลด้วยตนเองอีกครั้ง เพื่อความถูกต้องก่อนนำไปใช้งานจริง

Workshop Highlights | The 30-Days Construction Crisis Simulation จำลองวิกฤติโครงการก่อสร้างใน 30 วัน ด้วย Autodesk AEC Workflow

ภาพบรรยากาศจากงาน Workshop พิเศษ The 30-Day Construction Crisis Simulation จำลองวิกฤติโครงการก่อสร้างใน 30 วัน ด้วย Autodesk AEC Workflow จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกรฎาคม ที่ผ่านมา ณ True Digital Park


โดย workshop ในงาน จะเป็นการจำลองสถานการณ์ที่ให้ทุกท่าน ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จำลองของโครงการก่อสร้างที่ต้องเผชิญกับความท้าทายตลอด 30 วัน หลายเหตุการณ์อาจจะคุ้นเคยกับสิ่งที่ทุกท่านเคยเจอมาแล้ว บางเหตุการณ์อาจจะยังไม่เคยเจอซึ่ง workshop นี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนในการตัดสินใจกับสถานการณ์ต่างๆ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะแก้ไขด้วย AEC Workflow ได้อย่างไร

ทีม MTECH ขอขอบพระคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน โดยเฉพาะทีม Synnex ที่ร่วมจัดกิจกรรม workshop ที่เป็นประโยชน์ และได้แชร์ความรู้เกี่ยวกับ AEC Workflow

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือภายในงาน และการแชร์ประสบการณ์การทำงานเป็นอย่างดี

ทีม MTECH จะมีกิจกรรมดีๆเพื่อมอบความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านอีกแน่นอนค่ะ

ฝากติดตามกิจกรรมในครั้งหน้าผ่านหน้าเพจ หรือเว็บไซต์ได้ค่ะ

หวังว่าจะได้พบกับทุกท่านในโอกาสถัดไป

เทรนด์การก่อสร้าง2025

เทรนด์การก่อสร้างที่น่าจับตามองในปี 2025

เทรนด์การก่อสร้างปี 2025

อุตสาหกรรมการก่อสร้างกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเทคโนโลยีล้ำสมัย และแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนกลายมาเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่ง MTECH ได้รวบรวมเทรนด์การก่อสร้างที่น่าจับตามองในปี 2025 มาไว้ในบทความนี้

1. Modular Construction – การก่อสร้างแบบโมดูลาร์กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควบคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ดี มีข้อผิดพลาดในการก่อสร้างน้อยกว่าปกติ แถมยังช่วยลดต้นทุน และระยะเวลาในการก่อสร้างอีกด้วย

2. การพิมพ์ 3D ในการก่อสร้าง – เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถสร้างส่วนประกอบของอาคารทีละชั้น ปี2025นี้ การพิมพ์ 3D จะมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ราคาประหยัด เนื่องจากมีความสามารถในการลดขยะ และต้นทุนแรงงาน

3. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) – ปี2025 AI จะมีอยู่ทุกที่ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ ทำนายความล่าช้าในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร และประเมินความเสี่ยงในการก่อสร้าง

4. ความก้าวหน้าของการสร้างแบบจำลองข้อมูลอาคาร (BIM) – BIM ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องมือสำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ปี 2025 คาดว่า BIM จะได้รับการเชื่อมโยงกับ AI และระบบ IoT

5. การก่อสร้างแบบยั่งยืน – ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เทรนด์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นรากฐานของการก่อสร้างในยุคปัจจุบัน เน้นไปที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานทดแทน วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมการออกแบบ เช่น หลังคาสีเขียว และระบบที่ประหยัดพลังงาน เป็นต้น

6. Smart building – ปฏิวัติการก่อสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT และระบบอัตโนมัติ ซึ่งทำให้อาคารสามารถตรวจสอบ และปรับปรุงการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมได้ ปี2025 อาคารอัจฉริยะจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์

7. AR และ VR – เทคโนโลยีนี้กำลังจะปฏิวัติการมองเห็นโครงการการก่อสร้าง โดย AR จะแสดงการออกแบบดิจิทัลทับกับสภาพแวดล้อมจริง ช่วยให้ทีมสามารถระบุปัญหาการออกแบบที่อาจเกิดขึ้นในเวลาจริง ขณะที่ VR จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปในแบบจำลองดิจิทัลของสถานที่ก่อสร้างหรืออาคารที่สร้างเสร็จแล้ว

8. วัสดุที่ยั่งยืน – แนวคิดนี้กำลังได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิลเพื่อลดขยะ

ปี 2025 การก่อสร้างจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและยั่งยืน ทั้งการใช้ AI, BIM, AR, VR รวมถึงการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมผลักดันแนวทางการพัฒนาอสังหาฯ อย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา: https://www.azobuild.com/article.aspx?ArticleID=8701

เรียบเรียงโดย: MTECH

2024 trends

2024 Trends in the built environment

2024 Trends in the built environment:  What to anticipate across AI, sustainability, and labor.

แนวโน้มในสภาพแวดล้อมการก่อสร้าง: คาดการณ์ในเรื่องของ AI, ความยั่งยืน และแรงงาน ในปี 2024

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เครื่องมือ AI ใหม่ ๆ จะช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ของการทำงานที่ดี และยั่งยืนมากขึ้นสำหรับลูกค้าในอุตสาหกรรมสถาปัตย์ วิศวกรรม และการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันการใช้ AI ในการวางแผนและการออกแบบโครงการสร้างสรรค์จะเป็นที่นิยมมากขึ้น เช่น การปรับใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอาคาร และช่วยประเมินผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

.

อุตสาหกรรมแรงงานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงาน เริ่มพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และการฝึกอบรมต่าง ๆ เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้ รวมไปถึงปัจจุบันเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมสถาปัตย์ วิศวกรรม และการก่อสร้าง ด้วยเหตุนี้การพัฒนาทักษะให้แรงงานที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยอุตสาหกรรมจำเป็นต้องลงทุนในการฝึกอบรมที่มากขึ้น ทำให้สามารถเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

ในสภาวะที่มีการเพิ่มตัวเลือกทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมากขึ้นในอุตสาหกรรมสถาปัตย์ วิศวกรรม และการก่อสร้าง เช่น การใช้วัสดุที่มีการรีไซเคิลมากขึ้น การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรมการก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น มุ่งเน้นในการใช้วัสดุ และกระบวนการที่มีความยั่งยืนเพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม ซึ่งเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น เทคโนโลยีดิจิตอลทวิน (Digital Twin) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเสมือนจริง เริ่มตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการดำเนินงาน หรือ การนำเทคโนโลยีอากาศสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่การบริหารจัดการอาคาร เป็นต้น

.

กล่าวโดยสรุป การก่อสร้างในปี 2024 นั้น เชื่อว่าจะเป็นปีที่สำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรม และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จในอนาคตให้กับองค์กรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ โดย Autodesk เป็นหนึ่งในผู้นำในการสนับสนุน และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

Autodesk Desktop Connector

Autodesk Desktop Connector

Desktop Connector เป็นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของคุณซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างการทำงานบนคอมพิวเตอร์กับข้อมูลบน Autodesk Cloud โดยจะสร้าง Virtual drive ขึ้นมาอ้างอิงกับการเก็บข้อมูลบน Autodesk Cloud

รองรับการทำงานบน Autodesk Cloud platform ดังนี้
– Cloud Data Source – Autodesk BIM 360 & Autodesk Docs
 Connector –> Autodesk Docs

– Cloud Data Source – Autodesk Drive
Connector –> Autodesk Drive

– Cloud Data Source – Autodesk Fusion 360
  Connector –> Fusion 360
.
เมื่อติดตั้ง Desktop Connector แล้ว แอปพลิเคชันนี้จะสร้างไดรฟ์ (Virtual drive) ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบไฟล์ในเครื่องและข้อมูลในระบบคลาวด์ของ Autodesk หากในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่สามารถทำการเชื่อมต่อ internet เพื่อเข้าสู่ cloud แต่ก็ยังสามารถทำงานบนเครื่องได้ ซึ่งจะถูกซิงค์กับ cloud โดยอัตโนมัติ
.
Version ล่าสุด
> October 2, 2023 (v.16.5.0.2083) Current Release
ได้เพิ่มการใช้งานในส่วนของการ Reset ข้อมูล และ Retry สำหรับไฟล์ที่ Sync ไม่สำเร็จ เป็นต้น
.
สำหรับผู้ใช้งานที่มี Autodesk Cloud อยู่แล้วสามารถ download ได้จาก link นี้
https://help.autodesk.com/view/CONNECT/ENU/… 45E3-84F2-A12AAA5BB267